แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิวกล้อง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิวกล้อง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

รีวิวกล้อง NIKON D500 กล้อง DX format ตัวเทพตัวล่าสุดจาก NIKON

NIKON D500
อันนี้ จะเรียกรีวิวแบบที่คนอื่นเขาทำกันก็คงไม่ได้นะครับ เพราะผมจะไม่ลงรายละเอียดเรื่อง spec หรือรูปภาพ ตัวอย่าง อะไรมาก เพราะว่าเขาก็ทำกันทั่วไปแล้ว และใน web Nikon เองก็มีด้วย  เอาว่า อันนี้เป็นบทความเฉพาะความเห็นของผม เลยที่ใช้กล้องตัวนี้มา ตอนนี้ก็ได้ประมาณห้าวันพอดีครับ

ถ้าใครติดตาม Ichiro's blog มานาน จะทราบว่า ผมเป็นสาวก Nikon เลยละ ไม่เปลี่ยนใจไปใช้ canon หรือ Sony บ้างเลย  ( ที่เป็นกล้อง pro นะครับ  ไม่นับ กล้องเล็กๆ ที่ผมเอามาถ่ายเล่นๆ สลับบ้าง เพราะว่ากล้องใหญ่มันก็หนักเนอะ)

ไม่ต้องย้อนอดีตไปไกลถึงสมัยที่ผมใช้ กล้องฟิลม์ ของค่าย Nikon จนกระทั่งเริ่มเปลี่ยนมา Digital ก็ใช้ D80 ใช่ปะครับ แล้วผมก็เปลี่ยนมาใช้ D300 ไม่ใช่ D300s นะครับ  ตัว D300 เลยละที่ผมใช้ถ่ายตั้งแต่ก่อนที่จะมี Blog นี้ และก็ซื้อ Lens 17-55 f2.8 มาใช้ ซึ่งตัวนั้น ใช้มากว่า สิบปีแล้วตอนนี้ยังใช้ถ่ายงานอยู่เลยครับ ติดกับกล้อง D7100 น่ะครับ  กลอ้ง D300 เป็นกล้องที่ผมชอบมากที่สุดตัวหนึ่งในชีวิตของผมเลยครับ  และตอนนี้ก็ยังชอบอยู่  กล้องตัวนั้นเป็นกล้องระดับโปรสุด ของรุ่นเล็กของค่าย  เพราะว่าตอนนั้นก็ยังไม่มี fx format ที่เป็นตัวเล็กด้วย และจากกล้อง D300 นั่นแหละที่ผมเรียน เทคนิคการถ่ายรูปมาตั้งแต่นั้น




และสุดท้าย ก็มาใช้ full frame ของ NIKON เป็น  D800E ที่เป็น Fx format แล้ว  ตอนนี้ก็ยังใช้ FX อยู่  อ้าว ก็ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ทำไม ผมกลับไปซื้อ D500 ที่เป็น DX มาทำไม  บางคนอาจจะถามแบบนี้  บทความนี้ผมจะตอบแต่คำถามนั้นแหละครับ ว่าทำไม ผมถึงกลับไปซื้อ DX format ตัวนี้อีก ทั้งๆที่ก็ปัจจุบันก็มี กล้องหลายอันแล้ว  แล้วจะใช้อันนี้ทำอะไร

Spec ของกล้องครับ อันนี้เอามาจาก web nikon เลย
spec เทพ 10 frame per second ต้องมาคู่กับ ระบบ focus ที่ดี ที่ให้มาถึง 153 AF points กับ ISO range ที่สูงมาก

กล้อง NIKON D500 ตัวนี้ผมได้มาจากร้าน Big camera ที่ Central world ครับ ซื้อมาพร้อมกับเลนส์ใหม่ของผมตัวนึง ก็คือ16-80mm  f2.8-4E Dx ครับ  ราคา กล้องก็ เกือบเจ็ดหมื่น ส่วนเลนส์ก็สามหมื่นต้นๆ  กล้องตัวนี้มาแต่ตัว ไม่มี kits มาให้ครับ  และผมก็ไม่อยากไปเอา 17-55 มาใส่มันด้วย  ผมว่าตัวนั้นมันใช้มานานแล้ว และค่อนข้างหนักด้วย

Nikon D500 รีวิว

เหตุผลเลยที่ผมเลือกซื้อ NIKON D500 นะครับ

ข้อแรก

ผมเป็นสาวก ครับ สาวก NIKON ครับ เป็นข้อแรกเลย  และก็มีอุปกรณ์ของค่ายนี้เต็มไปหมด ทั้ง flash ทั้งเลนส์ การอยู่ค่ายเดิม ทำให้งบไม่บานปลาย


สาวก NIKON
ถ่าน ของ D800E กะ D500 ก็ใช้เหมือนกัน ที่ charge ก็ใช้ด้วยกันได้ อีก



แกะกล่อง Nikon D500

ที่ชาต Nikon D500 เป็นร่น MH-25A ส่วนที่ได้มพร้อม  D800E เป็น MH-25  คือขนาดเท่ากัน เหมือนกัน ชาตแบต ด้วยกันได้
ที่ ชาต Nikon D500 D800E
 ถ่านนะครับ ให้มารุ่นเดียวกันเปี๊ยบ คือ EN-EL15  7.0V 1900mAh คือน่าจะให้ถ่านที่เก็บพลังงานได้มากกว่านี้มา  เพราะกล้อง D500 มีโหมดหลายโหมดที่ใช้พลังงานมากเลยครับ จะเล่าให้ฟัง ต่อไป

ถ่าน Nikon EN-El15 7.0V

แกะกล่อง D500

Memory slot ใส่ SD card กับ XQD card เลิกใช้ CF card ไปแล้ว  (D800E ยังใช้ CF card ครับ )
ความเร็วในการถ่ายข้อมูลของ XQD card เร็วกว่า sd card เยอะครับ  แต่ว่าปัญหาคือหาซื้อยาก และตัว reader ก็ยังหายากเช่นกัน ทั้งๆ ที่ card นี้ใช้มาใน D4 D4s และ D5 แล้ว

Slot ใส่ memory ของ D500

ข้อสอง
ผมอยากได้ กล้องที่ไม่หนักเหมือน กล้อง D800E ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ และยังถ่ายได้เทพๆ เหมือนกันน่ะครับ กล้อง D500 นี่เบากว่ามาก และก็เลนส์ที่เลือกมาใส่ ก็เบาด้วยครับ ตอนนี้น้ำหนักแบก จากเดิมที่แบก กล้อง D800E กับเลนส์ 16-35f4 อยู่ มาแบกตัวนี้ เบาลงไป ถึง สี่ร้อยกรัม เลยมั้งครับ  เบากว่าเยอะครับ  เพราะเลนส์ครับบอกเลย   และก็การเรียนรู้ใหม่ก็ไม่ต้องเยอะ เพราะว่ามันเกือบเหมือน ตัว D800E เลย

ถือมือเดียว เป็นแบบนี้
Nikon D500
 เลนส์ 16-80 f2.8-4 นี่ก็เป็นเลนส์ขอบทอง ของค่ายเหมือนกัน  คือเป็นเลนส์เกรดโปร นั่นเอง  กล้อง D500 ก็เป็นกล้องเกรดโปร นะครับ
16-80 f2.8-4 Dx
 มาวัดขนาดกัน ระหว่าง D800E กับ D500   ดูหน้าตาแล้ว d500 นี่หน้าตา full frame มากครับ  จากรูป แม้ขนาดจะดูไม่เล็กกว่ากันมาก แต่ก็เบากว่ากันอยู่ขีดนึงครับ หรือ 100 กรัม

Nikon D800E vs D500


Nikon D800E vs D500

Nikon D800E vs D500
 ย้ายปุ่ม วัดแสง กับ ปุ่ม iso ไปที่ใหม่ครับ  จะทำให้งง ได้ตอนแรกๆ  แต่ทั่วๆไปก็เหมือนกัน ก็ไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่มาก

ดูด้านหลัง นี่ยังกะ fx ทีเดียว โดยเฉพาะตรง view finder   ทีเด็ดของ D500 คือจอนี่พับขยับได้ครับ เพื่อความสะดวกในการ ใช้ live view ถ่ายรูป  และตรงจอดูภาพนี่ก็ เป็น touch screen ด้วย

และข้อควรรู้คือ D500 ไม่มี flash นะครับ  แต่ D800E หรือ D300 น่ะมี
Nikon D800E vs D500

Nikon D800E vs D500
ข้อสาม

ข้อสามเป็นเหตุผลสำคัญข้อนึงเลย  กล้องตัวนี้ สามารถแชร์รูปได้เลย สักทีครับ ไม่เหมือน d800E นั่นถ้าจะแชร์รูปต้องใช้เมมโมรี่การ์ดที่มี wifi และแชร์จากเมมโมรี่การ์ด  แต่ว่า กล้อง D500 นี่มากับ WiFi และ Bluetooth ในตัว  และโปรแกรมใหม่จากค่าย Nikon คือ Program Snapbridge http://snapbridge.nikon.com/

ซึ่งถ้าใช้ snapbridge จะส่งรูปเข้ากล้อง อัตโนมัติทันทีที่ถ่ายเลยก็ได้  ถ้าเลือก auto ไว้นะครับ  และก็สามารถอัพโหลด ตอนที่ปิดกล้องไว้ก็ได้อีก  ซึ่งผลก็คือ มันจะกินถ่านครับ ถ้าตั้ง auto 

ส่วนรูปที่ถ่าย จะใส่ลายน้ำ และไปอัพโหลดใน image space ของ Nikon เลยก็ได้ด้วย https://www.nikonimagespace.com/

ตอนที่ผมลองใช้นี่คือเดือน กรกฎาคมปี 2559 ซึ่งตอนนี้ snapbridge ยังมีแค่ ใน Android download จาก Google play เท่านั้นนะครับ  ใน iphone Ios นี่ยังไม่มี  เขาบอกว่าจะได้เดือน สิงหาคม 2559 

Nikon Snapbridge
 เท่าที่ใช้มา ก็ใช้ดี ต่อง่าย  ใช้ load รูป หรือใช้คุมกล้อง ก็ได้  การ sync มือถือกับกล้อง ทำให้ เวลาใน กล้อง มัน sync และ location ของรูปถ่ายก็ sync ด้วย

Nikon Snapbridge
 หน้าจอ เป็น touch screen  ดีงามมาก  บังคับเหมือนหน้าจอมือถือนั่นแหละครับ  การถ่ายก็ง่ายมาก แค่เอานิ้วไปจิ้ม ตรงที่ต้องการจะ focus พอ focus ได้แล้ว กล้องก็จะถ่ายเลย

นี่ถ้าเทียบกับตอนได้ D300 มาใหม่ๆ กับใช้ D500 ตัวนี้นะครับ  ตัวนี้เข้าใจง่าย ใช้งานง่ายกว่าเยอะเลย

Nikon D500
ภาพข้างล่างนี่ ผมไม่ได้ ย่อครับ ไม่ได้ทำอะไรเลย เอามาจาก กล้องเลย  ตั้งกล้อง เป็น file jpg ขนาด normal  และตอนนั้นไปถ่ายข้างนอกมา ลอง iso 3200 เลยลืมเปลี่ยน ใครอยากดู grain ก็ลอง ดูรูปล่างนี้เป็นตัวอย่างได้ครับ

mode P  1/100 f5 iso3200  focus length 26 mm WB auto
ข้อสี่  เพราะว่าผมรัก D500 ตั้งแต่ shutter แรก

เสียง shutter ของมัน ฟังหนักแน่น หนึบ ไพเราะมากสำหรับผม กล้องตัวนี้ มี ISO range ที่กว้างมาก และใช้ได้จริง มีการ จุด focus ที่เยอะ แม่น ทำให้การเก็บภาพสวยๆ ทำได้ง่ายดายมาก

ภาพ ถ่ายในที่มืดครับ ตัวอย่าง สองภาพ ไม่ได้ย่อ ไม่ได้ทำอะไรเลย ออกจากกล้องมายังไง post มาอย่างนั้น

ที่ ISO สูงขนาดนี้ ยังทำได้ ดีขั้นนี้

โหมด P  S1/3 F3.3 ISO10000

S1/3 F3.3 ISO10000


โหมด P  S1/6 F3.3 ISO20000
S1/6 F3.3 ISO20000
ที่เหลือ เป็นภาพ จากกล้อง ที่ผมไปลองถ่ายมาช่วงนี้ครับ  ก็ใส่ลายน้ำ sharpen นิดหน่อย และย่อรูป นอกนั้นไม่ได้ทำอะไร

ทุกภาพ ใช้ D500 กับ เลนส์ตัวเดียวกันหมด คือ 16-80 mm f1.8-4 ครับ

Nikon D500 รีวิว

Nikon D500 รีวิว



Nikon D500 รีวิว

 ถ่ายงานในที่มืด พร้อมๆ กับเคลื่อนไหว ไปด้วย  จับภาพ ได้ ง่ายดาย

Nikon D500 รีวิว

Nikon D500 รีวิว

Nikon D500 รีวิว
Nikon D500 รีวิว
รูปตัวอย่าง ดู เท่านี้พอครับ  ขอสรุปใจความข้อดี และข้อเสียของ D500 ในความคิดของผมอีกทีครับ

ข้อดี ของ D500

สามารถใช้กับ อุปกรณ์ DX ที่มีอยู่แล้วได้  และอุปกรณ์ DX ใหม่ๆ ก็ไม่แพงด้วย ยิ่งเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ของ FX format

คุณภาพระดับโปร  ยก ระบบประมวลผล EXPEED5 กับระบบ AF 153 จุด cross type  ฟังก์ชั่นตรวจจับระยะทาง TTL มาจาก D5 ทำให้การ focus แม่นยำ รวดเร็ว ยิ่งนัก

Function เสริม มือสมัครเล่นก็ชอบยิ่งนัก  ใช้งานไม่อาย กล้องใดๆ แน่นอน ยิ่งต่อ WiFi Bluetooth และมีหน้าจอ touch screen ยิ่งทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นมากเลย

ตัวถังทนทาน น้ำหนักไม่หนักมาก  ไปลุยภาคสนาม ไปไหนไปกันเลยครับ ราคาประมาณนี้ด้วย ไม่ต้องเสียดายกันมาก เหมือนซื้อตัวใหญ่ๆ อย่าง D5

ข้อไม่ค่อยดี ของ D500

ตอนนี้ยังใช้ snapbridge กับ I phone ไม่ได้

แบตเตอรี่น่าจะปรับปรุงสักหน่อย ตั้งนานแล้วยังใช้เหมือนเดิมอยู่เลย

หาซื้อ XQD card ยังยากอยู่เลย และราคาก็ไปทางสูง อยู่ครับ

ไม่มี flash นะครับ (ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ใช้ flash ที่ติดกับตัวกล้อง อยู่แล้ว)

เวลาเปิด wifi หรือ blue tooth ไว้นะครับ  แบตจะไหลตลอดเวลา แม้ในเวลาปิดเครื่อง เพราะเขามี mode โอนภาพแม้เวลาปิด  ดังนั้นควรตั้งเป็น manual ไว้

ตอนนี้เพิ่งใช้มาแค่ ไม่ถึงสิบครั้งครับ ไว้ พบข้ออะไรเพิ่มเติมแล้วจะมา ปรับปรุงบทความนี้อีกแล้วกันครับ เป็นส่วนเพิ่มเติม  ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านครับ

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

รีวิวกล้อง ติดรถยนต์ Garmin GDR45 By Ichiro's Blog

ท่านผู้อ่าน Blog อาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่า ผมมาทำรีวิวเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยแล้วหรือเปล่า  คำตอบก็คือเปล่าเลย เพียงแต่อุปกรณ์เหล่านี้เป็นของที่ผมซื้อมาใช้เอง และก็ไหนๆก็ซื้อมาแล้ว ก็นำมาเขียนเผยแพร่ไว้ด้วย  โดยการรีวิวกล้องตัวการ์มิน ติดรถ Garmin GDR45 นี้ จัดทำโดยทีมงานของผม ต้องขอบคุณน้องๆที่ช่วยกันทดสอบ หาข้อมูล และจัดทำเป็นวีดีโอรีวิว กล้องครั้งนี้จนสำเร็จ

สาเหตุที่ผมคิดจะซื้อกล้องติดรถมาก็เพราะว่า รถยนต์ของผมเกิดอุบัติเหตุ และไม่สามารถบันทึกคู่กรณีไว้ได้ ทำให้บริษัทประกันไม่จ่ายเงิน ให้เนื่องจากเป็นประกันชั้นสองบวก ที่ต้องมีคู่กรณีเท่านั้น (เพียงแค่มีเลขทะเบียนคู่กรณีก็พอแล้ว) ผมก็เลยไปหาซื้อกล้องติดรถ

พอไปเดินดูที่ร้านก็พบว่า หลากหลายแบบและเริ่มที่ราคาประมาณสองพันบาทก็มี ไม่รู้ว่ามีถูกกว่านี้ไหม แต่สุดท้ายอยากได้ Garmin คงเพราะยี่ห้อเขามั้งครับ

http://www.garmin.co.th/products/ontheroad/

อันนี้เป็นวีดีโอที่น้องๆจัดทำรีวิว Garmin GDR45 มาให้



เปิดดูเวป ก็พบว่ากล้องติดรถการ์มิน นี่มีหลายรุ่นแล้ว และรุ่นที่ออกใหม่คือ GDR45 และ GDR33  บอกตามตรงว่าอยากได้แค่ GDR 33 เพราะว่าไม่รู้จะเอาจอไปทำไม ก็เราอยากให้มันแค่บันทึกภาพเท่านั้นเอง เราไม่ได้จะถ่ายวีดีโอ  แล้วอีกอย่างผมคิดว่ากล้องแบบมีจอนี่กินถ่านกว่าด้วย

แต่เอาเข้าจริงๆ ตั้งแต่ใช้กล้อง GDR45 ที่ซื้อมาก็ไม่เคยลองดูสักทีว่าแบตอยู่นานไหม เพราะปกติเวลาใช้ก็จะเสียบที่ชาร์ต ตลอด

ลืมบอกไปว่า ที่ไปได้ GDR45 มา ก็เพราะว่า วันที่ไปซื้อนั้น ไม่มี GDR 33 ในร้านที่ผมไปซื้อ แต่ความเห็นส่วนตัว ผมว่า ซื้อ GDR 33 ก็น่าจะพอ และมันก็ถูกกว่ากันเยอะเลย


Garmin รุ่นต่างๆ 
แวะไปดูราคาของยี่ห้ออื่นมา พบกว่า ราคาถูกกว่า Garmin เยอะเลย ฟังก์ชั่นก็ไม่ได้ต่างกันมากครับ แต่ก็แค่ดูจาก catalog อะนะ ไม่ได้ ทดลองใช้

catalog ของ ยี่ห้ออื่น
GDR45 ด้านนี้มีปุ่มเปิด แล้วก็มีที่ ใส่ micro sd card ซึ่ง card นี้ไม่ได้แถมมา ต้องซื้อเพิ่มครับ  แล้วก็ปกติถ้าเสียบที่ charge ไว้ หรือต่อตรงไฟจาก Battery มา พอ start รถ มันจะเริ่มถ่ายเองเลย ไม่ต้องกดเปิดถ่าย

และในกรณีที่ต่อสายตรงไฟจาก Battery มา  ถ้ามีเหตุผิดปกติ กล้องจะถ่ายเองได้ด้วย แม้ในกรณีรถจอดดับเครื่องอยู่  หรือในกรณีที่มีแรงสั่นสะเทือน เช่นเกิดอุบัติเหตุ 

Garmin GDR45
 เปิดหน้าจอมา เป็นแบบนี้ ไม่มี Touch screen ส่วนใหญ่ปุ่มพวกนี้ไม่ค่อยได้ใช้อะไรมาก จริงๆ เอาตามที่ set มาตามโรงงานตั้งไว้ แล้วใช้ไปเลยก็ไม่มีปัญหา การใช้งานไม่ยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใด  จะมีที่น่าสนใจก็คือ ปุ่มกุญแจ เอาไว้ lock clip ที่เราต้องการไม่ให้มันลบ เพราะปกติ มันจะถ่ายวนไปเรื่อยๆ แล้วพอ memory หมด มันก็จะมาลบ file เก่า ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ลบต้องกด lock ไว้ครับ

ในเรื่องการ lock clip นั้นกล้อง Garmin GDR45 จะ lock clip อีกกรณี เมื่อมีแรงสั่นสะเทือนมากๆ กระทบกับตัวกล้อง  มันจะคิดว่าเกิดอุบัติเหตุ และ lock clip ดังกล่าวโดยอัตโนมัติ

Garmin GDR45
 อีกด้านมีที่ต่อไว้พ่วงกับกล้องหลัง คือสามารถถ่ายทั้งหน้าหลัง ไปพร้อมกันได้ ถ้ามีกล้องหลังด้วย แล้วอีกรูเสียบหนึ่งเป็นที่เสียบ Battery ซึ่ง รูนี้เสียบได้กับสาย charge GPS รถยนต์ของ Garmin ได้เลย

Garmin GDR45

นอกจากนี้ เราสามารถ download โปรแกรม PC Tool ของ Garmin Driving recorder ได้จาก website  เมื่อเปิด clip ที่ถ่ายไว้ในโปรแกรมดังกล่าว

Garmin Driving recorder PC Tool
ผลจากการใช้ ขอมีความเห็นดังนี้ครับ

จุดที่ชอบ
1. Brand คุ้นเคย ใช้ อุปกรณ์ของ Garmin และเข้า ศูนย์ Garmin ได้

จุดที่ไม่ชอบ
1. ราคาสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
2. การถ่ายภาพในที่แสดงน้อย น่าจะทำได้ดีกว่านี้

ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่าน Ichiro's blog ครับ

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

รีวิว กล้อง FUJIFILM X100T , กล้องสไตล์ ย้อนยุค ที่ทำให้การถ่ายภาพ สนุกขึ้นมาอีกครั้ง

Fujiflim X100T
ผ่านไปหนึ่งปีหลังจากที่รีวิวกล้องตัวเล็กไป คือครั้งที่แล้วผมซื้อกล้อง Panasonic Lumix GM1 มาใช้เองครับ เพื่อใช้เป็นกล้องเล็ก ถ่ายสะดวก ไม่เอิกเกริกเวลาไปถ่ายอะไร  ตามรีวิวอันนี้

รีวิวกล้อง Panasonic Lumix GM1

http://phongthon.blogspot.com/2013/12/panasonic-lumix-gm1.html

หลังจากการรีวิวครั้งนั้น ผมได้ใช้กล้อง  Panasonic Lumix GM1 มาตลอด จนมาถึงปีนี้ มีกล้อง series เดียวกันของ Lumix ออกมาแล้วครับ คือ Panasonic Lumic GM5 ซึ่งราคาก็คงตกไม่ถึงสามหมื่นบาท (ผมเชื่อว่าแม้ร้านที่ขายแพงที่สุด ราคาคงไม่ถึงสามหมื่นบาทแน่ครับ ) คือตัวนี้ เอารูปมาจาก imaging resource ครับ ซึ่งก็น่าซื้อทีเดียว เพราะผมก็มีเลนส์ ของกล้องนี้อยู่สองตัวแล้ว  แต่ถึงผมจะชอบกล้องรุ่นนี้มาก แต่มันก็มีปัญหาครับ ปัญหาหลักของกล้องรุ่นนี้ อยู่ตรงตัวเลนส์ของมันนั่นเอง เลนส์ตัวที่ติดมากับกล้อง ที่เป็น 14-42 mm. นั้น เวลาต้องหมุนไปหมุนมา  พอใช้ไปครบปี เลนส์มันหมุนจนพังเลยครับ พังตรงที่หมุนน่ะครับ

ส่วนปัญหาอีกอย่าง คือจุดข้อต่อของเลนส์กับกล้อง บางทีมันไม่แน่น ทำให้ถ่ายรูปไม่ได้เพราะกล้องจะแสดงผลเป็น error  ครับ

แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ใช่เป็นสาเหตุหลักที่ผมลองซื้อ Fujiflim ตัว X100T นี้มาลองเล่น  ผมซื้อมาลองด้วยรุ่นพี่ที่เคารพคนหนึ่งของผมเขาใช้ Fuji ผมเห็นภาพเขาสวยดี ก็เลยอยากลองใช้บ้างครับ

ผมซื้อกล้องทั้งหมดนี่มาเองนะครับ ไม่มีหน่วยงานใดจัดมาให้รีวิว แต่ประการใด  และบทความนี้ก็ไม่ใช่รีวิวอะไรมาก น่าจะเรียกว่า ความเห็นส่วนตัวของผม หลังจากอยู่กับ X100T ตัวนี้มาได้ เกือบหนึ่งเดือน  ดังนั้นผมจะไม่เขียนเรื่อง spec อะไรของกล้องตัวนี้มาก เพราะท่านผู้อ่านสามารถหาได้ใน web ของ Fujiflim อยู่แล้ว

กล้อง Fujifilm x100 นี้ ออกมาเป็นรุ่นที่สามแล้ว จากรุ่น x100 ธรรมดา มาเป็น x100s และเป็น x100T ซึ่งหน้าตาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไหร่เลย

http://www.fujifilm.com/products/digital_cameras/x/fujifilm_x100t/

Panasonic Lumix Gm5

กล้อง X100T นี้ ราคาแพงกว่า กล้อง Lumix Gm1 กล่าวคือราคาประมาณสี่หมื่นบาททีเดียว  น้ำหนักก็มากกว่า  เลนส์ก็หมุนไม่ได้ เลนส์เป็นเลนส์ Fix ที่ระยะ 23 mm. และเปลี่ยนไม่ได้ กล้องตัวนี้มีตัุวคูณอยู่ที่ 1.5  ดังนั้น ระยะที่ได้จริงของกล้องนี้คือ 35 mm. ครับ

Fujifilm X100T
 กล้อง Fujifilm X100T ตัวนี้ made in Japan ครับ ภายในกล้อง ก็มี สาย มีแบต มีที่ charge ส่วน memory ต้องซื้อมาเอง  กล้องตัวนี้ใช้ memory แบบ SD card

Fujifilm X100T
 เอามาวางคู่กับกล้อง GM1 ของผม  ด้านซ้ายเป็น Lumix Gm1 ด้านขวา FujiFilm X100T ดูแบบนี้ดูไม่ต่างกันมาก แต่จริงๆ ใหญ่กว่ากันพอควรเลย



 Fujifilm X100T
Fujifilm X100T




ทางด้านหน้ามีปุ่มที่ควรรู้อยู่ปุ่มนึง คือปุ่มที่อยู่ตรงนิ้วชี้มือขวา ถัดจาก flash ครับ ปุ่มนี้ มีไว้สำหรับเปลี่ยนมุมมองของจอเล็ก  ซึ่งจอเล็ก สามารถเปลี่ยนจาก optical คือ มองผ่านกระจกไปเลย เห็นภาพยังไงก็เป็นงั้น  แต่จะมีกรอบไว้บอกว่า ตรงส่วนนี้จะเป็นส่วนที่อยู่ในรูป    กับจอเล็กสามารถแสดงผล ภาพแบบ digital ก็ได้ คือจะเห็นภาพเหมือนที่ถ่ายได้จริงๆ รวมทั้งมีจอขยายไว้ซูมส่วนที่ต้องการ focus ด้วย ว่าชัดหรือไม่   ผมชอบจอเล็กนี้มากๆ เลยครับ


 กล้องตัว Fujifilm X100T นี่ ดูข้างนอกเรียบง่ายมาก  ความกว้างหน้ากล้อง อยู่ที่ F2.0 ถึง F16.0 และปรับได้ทีละ 1/3 step

shutter speed ปรับได้เร็วสุดที่ 1/4000 และนานสุดได้เท่าที่จะกด

ปุ่ม Fn ด้านบน สามารถปรับเป็น function ที่ใช้บ่อยได้  เราเลือกเอาเอง

Fujifilm X100T
ด้านหลัง ซ้าย บนสุดมีปุ่ม view mode ซึ่ง ใช้เปลี่ยนมุมมองสำหรับตอนถ่ายภาพ ว่าจะให้ภาพปรากฎบนจอ LCD หรือจะปรากฎในช่องมองภาพ หรือจะให้ขึ้นทั้งคู่ ตาม eye sensor คือพอเอาตาไปตรงช่องมอง ภาพก็จะปรากฎใน ช่องมองเล็กเองอัตโนมัติ  จุดเด่นจริงๆ ของกล้องตัวนี้อยู่ที่ช่องมองเล็กนี่แหละครับ  เด็ดจริงๆ

ถัดมาเป็นปุ่มสำหรับดูภาพที่ถ่ายไปแล้ว ปุ่มลบภาพ และปุ่ม Wi-fi  Fn กล้องนี้มี wifi ในตัว สามารถเชื่อมต่อกับมือถือผ่านโปรแกรมของ Fujifilm ครับ  สะดวกใช้ง่าย

ด้านบนมีปุ่ม Drive ไว้เลือก การถ่ายต่อเนื่อง ซึ่งการถ่ายหลายภาพนั้น สามารถปรับได้หลากหลายทั้งให้ปรับ EV บวกลบ ต่างกัน หรือแม้กระทั้ง ปรับให้ถ่ายสามครั้งด้วย mode film ที่ต่างกัน คือถ่าย ภาพธรรมดา ภาพขาวดำ ภาพสีสด มาพร้อมกันได้ใน shot เดียวไปเลย ด้วย function drive ก็ได้  อันนี้ ก็สะดวก

ปุ่ม Q นี่ ผมก็ชอบมาก เป็นปุ่มเข้าสู่การปรับ function หลากหลาย ที่ใช้บ่อยๆครับ  กดปุ่มนี้ ไม่ต้องเข้า menu ก็ได้ เข้า ปุ่ม Q แล้ว ใช้ที่หมุ่นๆตรงนิ้วโป้งมือขวาปรับเอาได้หมดเลย

ถัดลงมาก็เป็น ปุ่มเมนู ล้อมด้วยปุ่มขึ้น ขวา ลง ซ้าย เป็นปุ่มที่ใช้เข้า menus ทั้งหมด และปุ่มขึ้นขวาลงซ้าย ก็ใช้ ปรับเลือกเมนูเหล่านั้น

ลงมาอีกทางด้านขวา จะเป็นปุ่ม display เอาไว้ใช้แสดงผลที่จอในรูปแบบต่างๆ ทั้งขณะถ่าย และขณะ play back

Fujifilm X100T
อย่างที่บอกตอนต้น ว่า บทความนี้คงไม่ใช่รีวิวอย่างละเอียด แต่เป็นการพูดถึงประสบการณ์การใช้ของผมกับกล้องตัว Fuji X100T มากกว่าครับ ว่าเป็นไง ผมก็พยายามจะเปรียบเทียบกล้องตัวใหม่กับกล้องตัวเก่า โดยนำกล้องตัวเก่ามาใส่ เลนส์ 17mm. f2.8  เพื่อเปรียบเทียบ เพราะกล้อง Lumix GM1 นั้นมีตัวคูณ 2.0  ส่วนกล้องตัว Fuji X100T นั้นมีตัวคูณ 1.5  กับเลนส์ fix ของมันที่ 23mm  เมื่อเทียบกันอย่างนี้ จะเป็นการเทียบที่ระยะเท่ากัน และ f2.8 เท่าๆกัน

ปรับ f ของ fuji ให้เป็น 2.8 จะได้เท่ากัน

M.Zuiko digital 17มม. f2.8
fuji x100T vs. Lumix Gm1
fuji x100T vs. Lumix Gm1
 วางคู่กัน ใช้ timer เหมือนกันทั้งสองตัว ผลที่ได้ภาพเป็นดังนี้ครับ ลอง คลิกภาพใหญ่ดู ผมไม่ได้ย่อภาพ ไม่ได้ปรับภาพ แค่ ใส่ ลายน้ำเท่านั้น

สามภาพแรก เป็นภาพจาก Lumix Gm1 ที่ Iso 200 ,1600 และ3200 ตามลำดับ  ลอง click ภาพใหญ่ดูว่า มี noise มากน้อยเพียงใดครับ  (ถ้าไปอ่านจาก review Lumix GM1 ของผม ผมเคยบอกว่ากล้องนี้ ดีที่สุดในขนาด และราคาที่เคยใช้มา และก็ยังคงดีเหมือนเดิม ผมยังคิดเช่นนั้น ยกเว้นเรื่องมันแตกหักง่ายนี่แหละ )

Fuji x100T vs. Lumix Gm1

Fuji x100T vs. Lumix Gm1

Fuji x100T vs. Lumix Gm1

สามภาพถัดมา เป็นผลงานของ FujiFilm X100T   ดูเหมือนว่า กล้อง fuji จะเปิดหน้ากล้องนานกว่า ภาพก็สว่างกว่า ด้วย อาจเกิดจากการตั้งโหมด เป็น P ใน กล้อง Panasonic แต่ก็คงต้องเลยตามเลย  ลองมาดู noise ในกล้อง fuji ดีกว่า ว่า เป็นยังไงที่ ISO ต่างๆกัน

Fuji x100T vs. Lumix Gm1

Fuji x100T vs. Lumix Gm1

Fuji x100T vs. Lumix Gm1

ดูเหมือนว่าผมจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการพยายามเปรียบเทียบมันสักเท่าใด

ไปดู function ต่อไป ของ Fuji X100T ดีกว่า คือ Function Advance Filter

Partial color นี่ ทำภาพเป็นขาวดำหมด เหลือแค่สีที่เราต้องการ เอาไว้  ตัวอย่างเช่นภาพนี้ partial color blue

FujiFilm X100T Advance Filter mode
 Advance filter นี่มีมากกว่าที่ผมนำมาแสดงให้ชม เอามาแสดงเท่านี้ เพราะวัตถุประสงค์ ต้องการนำเสนอตัวอย่างเท่านั้นครับ

FujiFilm X100T Advance Filter mode

FujiFilm X100T Advance Filter mode

FujiFilm X100T Advance Filter mode

FujiFilm X100T Advance Filter mode
อีกโหมดนึงที่ใช้บ่อยคือ mode Film Simulation ครับ ที่ทำให้ภาพเป็นขาวดำ เป็นสดใส vivid เป็น Sepia และอื่นๆ ครับ  ข้อควรระวังคือ mode Film Simulation มาพร้อมกับ Advance Filter ไม่ได้นะครับ ต้องออกจาก Advance Filter ก่อน  ถึงตรงนี้ ผมชอบใช้ Film Simulation bracket คือถ่ายทีเดียวได้สามภาพ เลย มันสะดวก และสนุกดีครับ  จากตรงนี้ ผมจะขออนุญาตนำภาพที่ถ่ายด้วยกล้องนี้ มาให้ชมกันดู ว่าเป็นยังไงได้บ้าง   สิ่งที่ผมชอบคือ กล้องนี้ มันทำให้ถ่ายได้ "สนุก" ครับ  และไม่เอิกเริก ไม่เหมือนใช้กล้องใหญ่

สำหรับเรื่องแบต ถ้าถ่ายทั้งวัน ถ่านก็จะหมดตอนหมดวันพอดีๆ ครับ วิธีการประหยัด แบตก็คือใช้จอมองภาพ optical นี่แหละ ช่วยได้เยอะ

ภาพเหล่านี้ถ่ายจากล้อง ใส่แค่ ลายน้ำ ไม่ได้ปรับแต่งอะไรมากกว่านั้น ขนาดภาพจะใหญ่กว่า ภาพปกติใน blog นี้นะครับ  เพื่อให้พิจารณาคุณภาพของภาพได้ดีขึ้น  บางภาพผมก็ถ่ายไม่ดีเลยละ ไม่ชินกล้อง และก็กดๆ ไป ก็มี กล้องนี้ถ่ายง่ายครับ

ผมใช้ burst ถ่าย ได้ทีเดียว ภาพธรรมดา ภาพขาวดำ และภาพสีจัด มาเลยหนึ่ง Shot ได้สามภาพจากตัวกล้องเลยครับ  ลองชมดูว่า ภาพเป็นยังไงบ้างครับ ภาพทุกภาพส่งตรงจากกล้อง ผ่านการลดความกว้าง และใส่ลายน้ำครับ ผมนำเสนอภาพ ปนๆ กันเลยนะครับ ขึ้เกียจอธิบายมากแล้ว ดูรูปเอาดีกว่า ว่าพอไหวไหม ฝีมือผม กับกล้อง FujiFilm X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T


ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T
ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T
ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T
ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T
ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T
ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T


ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T
จุดที่ผมชอบของกล้องนี้
1. ดีไซน์ ย้อนยุค ตัวกล้องทำจากวัสดุชั้นดีให้ความรู้สึกมีราคา กล้องดูแข็งแรงทนทาน และกล้อง made in Japan
2.ปุ่มต่างๆ ใช้งานสะดวก เข้าใจง่าย ปุ่มอยู่ในที่ที่มันควรจะอยู่ ไม่ต้องอ่านคู่มือกันเยอะแยะ ก็เข้าใจการใช้งานได้หมด
3. จอมองภาพ optical สามารถสลับเป็น digital ในจอเล็กนั่นได้เลย  และ mode optical ก็มีกรอบให้เห็นว่าภาพที่จะถ่ายอยู่ตรงไหน  ส่วนในจอ mode digital สามารถดูจุดที่กำลัง focus อยู่ได้ด้วย ว่าจะได้ภาพชัดไหม และเป็นยังไง พอถ่ายภาพเสร็จ มองภาพในจอเล็กนี่ก็ยังได้  เชื่อผมเถอะ ถ้าใช้กล้องนี้ ต้องใช้ช่องส่องภาพ optical นี่เท่านั้น  เพราะดูจอใหญ่ มองก็จะไม่ค่อยชัดในกรณีที่แสงจ้า 
4. กล้องตัวนี้ มันทำให้การถ่ายภาพ สนุกขึ้นมากว่าเก่า เพราะมันเปิดเร็ว ถ่ายเร็ว focus ค่อนข้างแม่น กล้องถ่ายง่าย ถ่ายมั่วๆ ซั่วๆ ก็ยังได้ภาพ
5. หยิบออกมาถ่าย ไม่เอิกเริก แบบไม่รู้ตัวไม่สนใจ หรือถึงรู้ ก็ยังให้ถ่ายอยู่ดี ไม่เครียดเหมือนใช้กล้องใหญ่ถ่าย

จุดที่ผมไม่ค่อยชอบ
1. ราคาแพงไปไหมนิ ถึงจะดีขนาดนี้ ผมก็ว่าราคามันสูงนะ
2. จอดูภาพ จอใหญ่นี่ ยังไม่ touch screen นะครับ มันจะไม่สะดวกตอน play back นิดนึง

อย่างที่บอกไว้แต่ต้น บทความนี้เป็นบทความที่เขียนจากประสบการณ์ของคนที่เพิ่งลองมาใช้ FUJIFILM ครั้งแรก และก็ไม่ได้เป็นนักรีวิวกล้องที่มีความเชี่ยวชาญอะไรมาก เป็นแค่ผู้ใช้คนหนึ่งเท่านั้นครับ

ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านครับ