แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิวผลิตภัณฑ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิวผลิตภัณฑ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

รีวิว Fitbit Surge ,อุปกรณ์วัดสัญญาณชีพ อันนึงซื้อมาลองครับ

fitbit surge
อย่าถามว่าทำไมผมถึงเลือกซื้อตัวนี้ มาไม่ได้ซื้อ wearable product ตัวอื่น ทั้งๆที่ช่วงนี้ก็มีมากมายในตลาด  เพราะผมเองก็ได้ เจ้า fitbit surge ตัวนี้มาแบบ งง งง และไม่ได้ดูข้อมูลมาก่อนด้วย  คือพอดี วันที่ซื้อมานั้นผมไป สุวรรณภูมิ และกำลังจะเดินทางไปลงวิ่ง full marathon ที่ ภูเก็ต ลากูน่า มาราธอน ครับ  ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ สุวรรณภูมิ เขาวางขายเครื่องตัวนี้อยู่   จริงๆ แล้วผมก็มองหานาฬิกาไว้ใส่วิ่ง และวัดการเต้นหัวใจอยู่นานพอสมควรแล้ว  แต่ถึงยังไม่ซื้ออะไรมาเลย  เพราะราคาของรุ่นอื่นนั้น ก็ค่อนข้างสูง และแต่ละอันก็ออกมานานพอสมควร  ว่าจะรอซื้อรุ่นใหม่  ก็ลังเล ลังเล ยังไม่ซื้อสักที

ปีที่แล้วที่ภูเก็ตมาราธอนนั้น ผมใส่ garmin forrunner ตัวสีขาวๆ น่ะครับ  และตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้ใช้มันแล้ว  เพราะการชาร์ต บางทีก็ชาร์ตได้บ้างไม่ได้บ้างแล้ว

พอเดินมาสุดทางเลื่อนเท่านั้น มองไปซ้ายมือ เจอร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า มี fitbit surge ตัวนี้อยู่ ราคาเจ็ดพันกว่าบาท  วัดการเต้นหัวใจได้โดยไม่ต้องใส่สายคาดด้วย  เลยเอาตัวนี้ละกัน  สรุปได้มาแบบ งง งง จริงๆ และก็มาลองใช้ นี่แหละครับ  จนถึงวันนี้ ก็เพิ่งใช้มาจริงๆ สามวันเท่านั้นเอง  เอาว่า เป็น รีวิว แบบ fitbit surge เมื่อแรกใช้แล้วกันนะครับ

กล่อง fitbit surge ดีไซน์ สวยงาม ดูมีราคา ส่วนภายในกล่อง จะมีนาฬิกาหนึ่งอัน มีสาย charge แล้วก็มี ตัว usb ไว้ต่อกับ computer ไว้สำหรับเวลาจะ sync กับคอมพิวเตอร์ มั้งครับ   ผมก็ยังไม่เคยใช้เหมือนกัน เพราะว่า ปกตินาฬิกา sync กับ มือถือผ่าน blue tooth ได้เลย  โดยต้อง load appication fitbit มาครับ

ถ้าในหมู่อุปกรณ์จากค่าย fitbit ด้วยกัน ดูเหมือนว่า จะเป็นตัวที่แพงที่สุดของค่ายนี้ และจัดในหมวด performance fitness
https://www.fitbit.com/surge

fitbit surge

fitbit surge
พอเปิด เครื่อง fitbit surge มา มันจะทำอะไรไม่ได้เลยนะครับ  ปรับอะไรในนาฬิกาก็ไม่ได้  ต้องไป download program fitbit มา ในมือถือ แล้วก็ ใส่ข้อมูลส่วนบุคคลไป  แล้วเอามือถือไป sync กับ นาฬิกา มันถึงจะใช้ได้  ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลาราวๆ สองสามนาที

fitbit surge
พอ sync ได้แล้ว ก็ลองใช้กันเลย  ผมซื้อเจ้านี่มา ก็เพราะมันวัด อัตราการเต้นของหัวใจได้ โดยไม่ต้อง ใส่ สายนี่แหละ  และก็ ถ้าใส่มันทั้งวันทั้งคืน มันจะ แสดง การเต้นหัวใจของเราตอนพัก และก็ บอก zone การเต้นของหัวใจของเราให้ได้ด้วย

หน้าจอ เป็น touch screen ครับ ใช้มือเลื่อนๆ เอาเลย สะดวก

รีวิว fitbit surge
รีวิว fitbit surge



รีวิว fitbit surge
 หรือจะนับเก้า และกำหนดเป้า ในการเดินในแต่ละวัน ว่าจะไปกี่ก้าวก็ได้  พอถึงเป้าแล้วมันก็จะสั่น จะตั้งเป้า เป็น จำนวน แคลอรี่ จำนวนชั้น ที่ขึ้นบันได ก็ได้
รีวิว fitbit surge

รีวิว fitbit surge
รีวิว fitbit surge

รีวิว fitbit surge
ผมไม่ได้ ถ่ายรูป มา จริงๆ แล้วมันสามารถ ทำตัวเป็น นาฬิกา วิ่ง ได้เลย  และก็ sync ตำแหน่งวิ่ง ของเราได้ด้วย  และถ้ามีเพื่อนใช้ ด้วยกัน มันก็จะเห็น activity ของเพื่อนๆ ได้   แต่.... มันไม่ sync กับ   nikeplus นะครับ   ไม่รู้ว่าในอนาคตจะ sync ได้ไหม

sync กับ endomodo ได้ครับ  แต่มันไม่ sync ตอนวิ่งมานะ  มันส่งมาแต่ step ไม่รู้ทำไม  หรือทำไมเป็นก็ไม่รู้ครับ





และ โปรแกรมนี้ก็มี badge เหมือน โปรแกรมอื่นๆ  จริงๆ พักหลังไม่ตื่นเต้นกับ badge เท่าไหร่แล้ว  วิ่งมาราธอน วันเดียว ได้เกือบครบทุก badge เลยครับ

รีวิว fitbit surge
 หรือจะ ต่อเข้ากับเพื่อนๆ ก็ได้
รีวิว fitbit surge

อ้อ fitbit surge นี้มันจะ sync กับ โทรศัพท์ เราตลอด  พอมีสายเข้าหรือ มี message เข้ามา มันก็จะสั่น ที่นาฬิกาด้วย  แต่คุยผ่านนาฬิกาไม่ได้นะครับ  อ้อ แล้วมันก็อ่าน message ที่เป็นภาษาไทยไม่ออกด้วยครับ

ถ้าใส่ fitbit surge นี้นอน มันก็จะบอกเราด้วย ว่า เรานอนเป็นยังไงบ้าง  หลับกี่ชั่วโมง หรือหลับๆตื่นๆ แบบผม

รีวิว fitbit surge
อันนี้เป็น หน้าต่างสรุปข้อมูลของเราจาก web fitbit

รีวิว fitbit surge



สรุป นะครับ

ข้อที่ชอบ คือ  ราคา ok  ใช้งานไม่ยาก  function น่าจะครบครัน สำหรับ คนใช้นาฬิกาเพื่อสุขภาพทั่วๆไป  ที่จริงมัน ใช้สำหรับ การยก weight หรือ ปั่นจักรยานก็ได้นะครับ
วัดตรงไม่ตรงไม่ทราบนะครับ  แต่นาฬิกาพวกนี้ สร้างแรงจูงใจ ในการออกกำลังกาย ได้มากครับ  รวมถึงแรงจูงใจในการพักผ่อนด้วยนะ


ข้อ ไม่ชอบคือ  ทุกสิ่งอย่าง ต้องปรับในมือถือ หรือใน คอม  ในส่วนนาฬิกาเอง ปรับอะไรไม่ได้   และที่ไม่ชอบมากสุด คือ sync กับ nike plus ไม่ได้ครับ  และก็แม้จะ sync กับ endomodo ได้  แต่มันก็ไม่ได้แทนที่ กับนาฬิกาสำหรับวิ่ง อย่าง garmin ได้ครับ  มัน เหมือนกัน sync แค่ step counter เข้ามาเท่านั้นเอง  สงสัยจะต้องซื้อนาฬิกาสำหรับวิ่งอันอื่น ในโอกาสต่อไป

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

รีวิวกล้อง ติดรถยนต์ Garmin GDR45 By Ichiro's Blog

ท่านผู้อ่าน Blog อาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่า ผมมาทำรีวิวเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยแล้วหรือเปล่า  คำตอบก็คือเปล่าเลย เพียงแต่อุปกรณ์เหล่านี้เป็นของที่ผมซื้อมาใช้เอง และก็ไหนๆก็ซื้อมาแล้ว ก็นำมาเขียนเผยแพร่ไว้ด้วย  โดยการรีวิวกล้องตัวการ์มิน ติดรถ Garmin GDR45 นี้ จัดทำโดยทีมงานของผม ต้องขอบคุณน้องๆที่ช่วยกันทดสอบ หาข้อมูล และจัดทำเป็นวีดีโอรีวิว กล้องครั้งนี้จนสำเร็จ

สาเหตุที่ผมคิดจะซื้อกล้องติดรถมาก็เพราะว่า รถยนต์ของผมเกิดอุบัติเหตุ และไม่สามารถบันทึกคู่กรณีไว้ได้ ทำให้บริษัทประกันไม่จ่ายเงิน ให้เนื่องจากเป็นประกันชั้นสองบวก ที่ต้องมีคู่กรณีเท่านั้น (เพียงแค่มีเลขทะเบียนคู่กรณีก็พอแล้ว) ผมก็เลยไปหาซื้อกล้องติดรถ

พอไปเดินดูที่ร้านก็พบว่า หลากหลายแบบและเริ่มที่ราคาประมาณสองพันบาทก็มี ไม่รู้ว่ามีถูกกว่านี้ไหม แต่สุดท้ายอยากได้ Garmin คงเพราะยี่ห้อเขามั้งครับ

http://www.garmin.co.th/products/ontheroad/

อันนี้เป็นวีดีโอที่น้องๆจัดทำรีวิว Garmin GDR45 มาให้



เปิดดูเวป ก็พบว่ากล้องติดรถการ์มิน นี่มีหลายรุ่นแล้ว และรุ่นที่ออกใหม่คือ GDR45 และ GDR33  บอกตามตรงว่าอยากได้แค่ GDR 33 เพราะว่าไม่รู้จะเอาจอไปทำไม ก็เราอยากให้มันแค่บันทึกภาพเท่านั้นเอง เราไม่ได้จะถ่ายวีดีโอ  แล้วอีกอย่างผมคิดว่ากล้องแบบมีจอนี่กินถ่านกว่าด้วย

แต่เอาเข้าจริงๆ ตั้งแต่ใช้กล้อง GDR45 ที่ซื้อมาก็ไม่เคยลองดูสักทีว่าแบตอยู่นานไหม เพราะปกติเวลาใช้ก็จะเสียบที่ชาร์ต ตลอด

ลืมบอกไปว่า ที่ไปได้ GDR45 มา ก็เพราะว่า วันที่ไปซื้อนั้น ไม่มี GDR 33 ในร้านที่ผมไปซื้อ แต่ความเห็นส่วนตัว ผมว่า ซื้อ GDR 33 ก็น่าจะพอ และมันก็ถูกกว่ากันเยอะเลย


Garmin รุ่นต่างๆ 
แวะไปดูราคาของยี่ห้ออื่นมา พบกว่า ราคาถูกกว่า Garmin เยอะเลย ฟังก์ชั่นก็ไม่ได้ต่างกันมากครับ แต่ก็แค่ดูจาก catalog อะนะ ไม่ได้ ทดลองใช้

catalog ของ ยี่ห้ออื่น
GDR45 ด้านนี้มีปุ่มเปิด แล้วก็มีที่ ใส่ micro sd card ซึ่ง card นี้ไม่ได้แถมมา ต้องซื้อเพิ่มครับ  แล้วก็ปกติถ้าเสียบที่ charge ไว้ หรือต่อตรงไฟจาก Battery มา พอ start รถ มันจะเริ่มถ่ายเองเลย ไม่ต้องกดเปิดถ่าย

และในกรณีที่ต่อสายตรงไฟจาก Battery มา  ถ้ามีเหตุผิดปกติ กล้องจะถ่ายเองได้ด้วย แม้ในกรณีรถจอดดับเครื่องอยู่  หรือในกรณีที่มีแรงสั่นสะเทือน เช่นเกิดอุบัติเหตุ 

Garmin GDR45
 เปิดหน้าจอมา เป็นแบบนี้ ไม่มี Touch screen ส่วนใหญ่ปุ่มพวกนี้ไม่ค่อยได้ใช้อะไรมาก จริงๆ เอาตามที่ set มาตามโรงงานตั้งไว้ แล้วใช้ไปเลยก็ไม่มีปัญหา การใช้งานไม่ยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใด  จะมีที่น่าสนใจก็คือ ปุ่มกุญแจ เอาไว้ lock clip ที่เราต้องการไม่ให้มันลบ เพราะปกติ มันจะถ่ายวนไปเรื่อยๆ แล้วพอ memory หมด มันก็จะมาลบ file เก่า ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ลบต้องกด lock ไว้ครับ

ในเรื่องการ lock clip นั้นกล้อง Garmin GDR45 จะ lock clip อีกกรณี เมื่อมีแรงสั่นสะเทือนมากๆ กระทบกับตัวกล้อง  มันจะคิดว่าเกิดอุบัติเหตุ และ lock clip ดังกล่าวโดยอัตโนมัติ

Garmin GDR45
 อีกด้านมีที่ต่อไว้พ่วงกับกล้องหลัง คือสามารถถ่ายทั้งหน้าหลัง ไปพร้อมกันได้ ถ้ามีกล้องหลังด้วย แล้วอีกรูเสียบหนึ่งเป็นที่เสียบ Battery ซึ่ง รูนี้เสียบได้กับสาย charge GPS รถยนต์ของ Garmin ได้เลย

Garmin GDR45

นอกจากนี้ เราสามารถ download โปรแกรม PC Tool ของ Garmin Driving recorder ได้จาก website  เมื่อเปิด clip ที่ถ่ายไว้ในโปรแกรมดังกล่าว

Garmin Driving recorder PC Tool
ผลจากการใช้ ขอมีความเห็นดังนี้ครับ

จุดที่ชอบ
1. Brand คุ้นเคย ใช้ อุปกรณ์ของ Garmin และเข้า ศูนย์ Garmin ได้

จุดที่ไม่ชอบ
1. ราคาสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
2. การถ่ายภาพในที่แสดงน้อย น่าจะทำได้ดีกว่านี้

ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่าน Ichiro's blog ครับ

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

รีวิว กล้อง FUJIFILM X100T , กล้องสไตล์ ย้อนยุค ที่ทำให้การถ่ายภาพ สนุกขึ้นมาอีกครั้ง

Fujiflim X100T
ผ่านไปหนึ่งปีหลังจากที่รีวิวกล้องตัวเล็กไป คือครั้งที่แล้วผมซื้อกล้อง Panasonic Lumix GM1 มาใช้เองครับ เพื่อใช้เป็นกล้องเล็ก ถ่ายสะดวก ไม่เอิกเกริกเวลาไปถ่ายอะไร  ตามรีวิวอันนี้

รีวิวกล้อง Panasonic Lumix GM1

http://phongthon.blogspot.com/2013/12/panasonic-lumix-gm1.html

หลังจากการรีวิวครั้งนั้น ผมได้ใช้กล้อง  Panasonic Lumix GM1 มาตลอด จนมาถึงปีนี้ มีกล้อง series เดียวกันของ Lumix ออกมาแล้วครับ คือ Panasonic Lumic GM5 ซึ่งราคาก็คงตกไม่ถึงสามหมื่นบาท (ผมเชื่อว่าแม้ร้านที่ขายแพงที่สุด ราคาคงไม่ถึงสามหมื่นบาทแน่ครับ ) คือตัวนี้ เอารูปมาจาก imaging resource ครับ ซึ่งก็น่าซื้อทีเดียว เพราะผมก็มีเลนส์ ของกล้องนี้อยู่สองตัวแล้ว  แต่ถึงผมจะชอบกล้องรุ่นนี้มาก แต่มันก็มีปัญหาครับ ปัญหาหลักของกล้องรุ่นนี้ อยู่ตรงตัวเลนส์ของมันนั่นเอง เลนส์ตัวที่ติดมากับกล้อง ที่เป็น 14-42 mm. นั้น เวลาต้องหมุนไปหมุนมา  พอใช้ไปครบปี เลนส์มันหมุนจนพังเลยครับ พังตรงที่หมุนน่ะครับ

ส่วนปัญหาอีกอย่าง คือจุดข้อต่อของเลนส์กับกล้อง บางทีมันไม่แน่น ทำให้ถ่ายรูปไม่ได้เพราะกล้องจะแสดงผลเป็น error  ครับ

แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ใช่เป็นสาเหตุหลักที่ผมลองซื้อ Fujiflim ตัว X100T นี้มาลองเล่น  ผมซื้อมาลองด้วยรุ่นพี่ที่เคารพคนหนึ่งของผมเขาใช้ Fuji ผมเห็นภาพเขาสวยดี ก็เลยอยากลองใช้บ้างครับ

ผมซื้อกล้องทั้งหมดนี่มาเองนะครับ ไม่มีหน่วยงานใดจัดมาให้รีวิว แต่ประการใด  และบทความนี้ก็ไม่ใช่รีวิวอะไรมาก น่าจะเรียกว่า ความเห็นส่วนตัวของผม หลังจากอยู่กับ X100T ตัวนี้มาได้ เกือบหนึ่งเดือน  ดังนั้นผมจะไม่เขียนเรื่อง spec อะไรของกล้องตัวนี้มาก เพราะท่านผู้อ่านสามารถหาได้ใน web ของ Fujiflim อยู่แล้ว

กล้อง Fujifilm x100 นี้ ออกมาเป็นรุ่นที่สามแล้ว จากรุ่น x100 ธรรมดา มาเป็น x100s และเป็น x100T ซึ่งหน้าตาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไหร่เลย

http://www.fujifilm.com/products/digital_cameras/x/fujifilm_x100t/

Panasonic Lumix Gm5

กล้อง X100T นี้ ราคาแพงกว่า กล้อง Lumix Gm1 กล่าวคือราคาประมาณสี่หมื่นบาททีเดียว  น้ำหนักก็มากกว่า  เลนส์ก็หมุนไม่ได้ เลนส์เป็นเลนส์ Fix ที่ระยะ 23 mm. และเปลี่ยนไม่ได้ กล้องตัวนี้มีตัุวคูณอยู่ที่ 1.5  ดังนั้น ระยะที่ได้จริงของกล้องนี้คือ 35 mm. ครับ

Fujifilm X100T
 กล้อง Fujifilm X100T ตัวนี้ made in Japan ครับ ภายในกล้อง ก็มี สาย มีแบต มีที่ charge ส่วน memory ต้องซื้อมาเอง  กล้องตัวนี้ใช้ memory แบบ SD card

Fujifilm X100T
 เอามาวางคู่กับกล้อง GM1 ของผม  ด้านซ้ายเป็น Lumix Gm1 ด้านขวา FujiFilm X100T ดูแบบนี้ดูไม่ต่างกันมาก แต่จริงๆ ใหญ่กว่ากันพอควรเลย



 Fujifilm X100T
Fujifilm X100T




ทางด้านหน้ามีปุ่มที่ควรรู้อยู่ปุ่มนึง คือปุ่มที่อยู่ตรงนิ้วชี้มือขวา ถัดจาก flash ครับ ปุ่มนี้ มีไว้สำหรับเปลี่ยนมุมมองของจอเล็ก  ซึ่งจอเล็ก สามารถเปลี่ยนจาก optical คือ มองผ่านกระจกไปเลย เห็นภาพยังไงก็เป็นงั้น  แต่จะมีกรอบไว้บอกว่า ตรงส่วนนี้จะเป็นส่วนที่อยู่ในรูป    กับจอเล็กสามารถแสดงผล ภาพแบบ digital ก็ได้ คือจะเห็นภาพเหมือนที่ถ่ายได้จริงๆ รวมทั้งมีจอขยายไว้ซูมส่วนที่ต้องการ focus ด้วย ว่าชัดหรือไม่   ผมชอบจอเล็กนี้มากๆ เลยครับ


 กล้องตัว Fujifilm X100T นี่ ดูข้างนอกเรียบง่ายมาก  ความกว้างหน้ากล้อง อยู่ที่ F2.0 ถึง F16.0 และปรับได้ทีละ 1/3 step

shutter speed ปรับได้เร็วสุดที่ 1/4000 และนานสุดได้เท่าที่จะกด

ปุ่ม Fn ด้านบน สามารถปรับเป็น function ที่ใช้บ่อยได้  เราเลือกเอาเอง

Fujifilm X100T
ด้านหลัง ซ้าย บนสุดมีปุ่ม view mode ซึ่ง ใช้เปลี่ยนมุมมองสำหรับตอนถ่ายภาพ ว่าจะให้ภาพปรากฎบนจอ LCD หรือจะปรากฎในช่องมองภาพ หรือจะให้ขึ้นทั้งคู่ ตาม eye sensor คือพอเอาตาไปตรงช่องมอง ภาพก็จะปรากฎใน ช่องมองเล็กเองอัตโนมัติ  จุดเด่นจริงๆ ของกล้องตัวนี้อยู่ที่ช่องมองเล็กนี่แหละครับ  เด็ดจริงๆ

ถัดมาเป็นปุ่มสำหรับดูภาพที่ถ่ายไปแล้ว ปุ่มลบภาพ และปุ่ม Wi-fi  Fn กล้องนี้มี wifi ในตัว สามารถเชื่อมต่อกับมือถือผ่านโปรแกรมของ Fujifilm ครับ  สะดวกใช้ง่าย

ด้านบนมีปุ่ม Drive ไว้เลือก การถ่ายต่อเนื่อง ซึ่งการถ่ายหลายภาพนั้น สามารถปรับได้หลากหลายทั้งให้ปรับ EV บวกลบ ต่างกัน หรือแม้กระทั้ง ปรับให้ถ่ายสามครั้งด้วย mode film ที่ต่างกัน คือถ่าย ภาพธรรมดา ภาพขาวดำ ภาพสีสด มาพร้อมกันได้ใน shot เดียวไปเลย ด้วย function drive ก็ได้  อันนี้ ก็สะดวก

ปุ่ม Q นี่ ผมก็ชอบมาก เป็นปุ่มเข้าสู่การปรับ function หลากหลาย ที่ใช้บ่อยๆครับ  กดปุ่มนี้ ไม่ต้องเข้า menu ก็ได้ เข้า ปุ่ม Q แล้ว ใช้ที่หมุ่นๆตรงนิ้วโป้งมือขวาปรับเอาได้หมดเลย

ถัดลงมาก็เป็น ปุ่มเมนู ล้อมด้วยปุ่มขึ้น ขวา ลง ซ้าย เป็นปุ่มที่ใช้เข้า menus ทั้งหมด และปุ่มขึ้นขวาลงซ้าย ก็ใช้ ปรับเลือกเมนูเหล่านั้น

ลงมาอีกทางด้านขวา จะเป็นปุ่ม display เอาไว้ใช้แสดงผลที่จอในรูปแบบต่างๆ ทั้งขณะถ่าย และขณะ play back

Fujifilm X100T
อย่างที่บอกตอนต้น ว่า บทความนี้คงไม่ใช่รีวิวอย่างละเอียด แต่เป็นการพูดถึงประสบการณ์การใช้ของผมกับกล้องตัว Fuji X100T มากกว่าครับ ว่าเป็นไง ผมก็พยายามจะเปรียบเทียบกล้องตัวใหม่กับกล้องตัวเก่า โดยนำกล้องตัวเก่ามาใส่ เลนส์ 17mm. f2.8  เพื่อเปรียบเทียบ เพราะกล้อง Lumix GM1 นั้นมีตัวคูณ 2.0  ส่วนกล้องตัว Fuji X100T นั้นมีตัวคูณ 1.5  กับเลนส์ fix ของมันที่ 23mm  เมื่อเทียบกันอย่างนี้ จะเป็นการเทียบที่ระยะเท่ากัน และ f2.8 เท่าๆกัน

ปรับ f ของ fuji ให้เป็น 2.8 จะได้เท่ากัน

M.Zuiko digital 17มม. f2.8
fuji x100T vs. Lumix Gm1
fuji x100T vs. Lumix Gm1
 วางคู่กัน ใช้ timer เหมือนกันทั้งสองตัว ผลที่ได้ภาพเป็นดังนี้ครับ ลอง คลิกภาพใหญ่ดู ผมไม่ได้ย่อภาพ ไม่ได้ปรับภาพ แค่ ใส่ ลายน้ำเท่านั้น

สามภาพแรก เป็นภาพจาก Lumix Gm1 ที่ Iso 200 ,1600 และ3200 ตามลำดับ  ลอง click ภาพใหญ่ดูว่า มี noise มากน้อยเพียงใดครับ  (ถ้าไปอ่านจาก review Lumix GM1 ของผม ผมเคยบอกว่ากล้องนี้ ดีที่สุดในขนาด และราคาที่เคยใช้มา และก็ยังคงดีเหมือนเดิม ผมยังคิดเช่นนั้น ยกเว้นเรื่องมันแตกหักง่ายนี่แหละ )

Fuji x100T vs. Lumix Gm1

Fuji x100T vs. Lumix Gm1

Fuji x100T vs. Lumix Gm1

สามภาพถัดมา เป็นผลงานของ FujiFilm X100T   ดูเหมือนว่า กล้อง fuji จะเปิดหน้ากล้องนานกว่า ภาพก็สว่างกว่า ด้วย อาจเกิดจากการตั้งโหมด เป็น P ใน กล้อง Panasonic แต่ก็คงต้องเลยตามเลย  ลองมาดู noise ในกล้อง fuji ดีกว่า ว่า เป็นยังไงที่ ISO ต่างๆกัน

Fuji x100T vs. Lumix Gm1

Fuji x100T vs. Lumix Gm1

Fuji x100T vs. Lumix Gm1

ดูเหมือนว่าผมจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการพยายามเปรียบเทียบมันสักเท่าใด

ไปดู function ต่อไป ของ Fuji X100T ดีกว่า คือ Function Advance Filter

Partial color นี่ ทำภาพเป็นขาวดำหมด เหลือแค่สีที่เราต้องการ เอาไว้  ตัวอย่างเช่นภาพนี้ partial color blue

FujiFilm X100T Advance Filter mode
 Advance filter นี่มีมากกว่าที่ผมนำมาแสดงให้ชม เอามาแสดงเท่านี้ เพราะวัตถุประสงค์ ต้องการนำเสนอตัวอย่างเท่านั้นครับ

FujiFilm X100T Advance Filter mode

FujiFilm X100T Advance Filter mode

FujiFilm X100T Advance Filter mode

FujiFilm X100T Advance Filter mode
อีกโหมดนึงที่ใช้บ่อยคือ mode Film Simulation ครับ ที่ทำให้ภาพเป็นขาวดำ เป็นสดใส vivid เป็น Sepia และอื่นๆ ครับ  ข้อควรระวังคือ mode Film Simulation มาพร้อมกับ Advance Filter ไม่ได้นะครับ ต้องออกจาก Advance Filter ก่อน  ถึงตรงนี้ ผมชอบใช้ Film Simulation bracket คือถ่ายทีเดียวได้สามภาพ เลย มันสะดวก และสนุกดีครับ  จากตรงนี้ ผมจะขออนุญาตนำภาพที่ถ่ายด้วยกล้องนี้ มาให้ชมกันดู ว่าเป็นยังไงได้บ้าง   สิ่งที่ผมชอบคือ กล้องนี้ มันทำให้ถ่ายได้ "สนุก" ครับ  และไม่เอิกเริก ไม่เหมือนใช้กล้องใหญ่

สำหรับเรื่องแบต ถ้าถ่ายทั้งวัน ถ่านก็จะหมดตอนหมดวันพอดีๆ ครับ วิธีการประหยัด แบตก็คือใช้จอมองภาพ optical นี่แหละ ช่วยได้เยอะ

ภาพเหล่านี้ถ่ายจากล้อง ใส่แค่ ลายน้ำ ไม่ได้ปรับแต่งอะไรมากกว่านั้น ขนาดภาพจะใหญ่กว่า ภาพปกติใน blog นี้นะครับ  เพื่อให้พิจารณาคุณภาพของภาพได้ดีขึ้น  บางภาพผมก็ถ่ายไม่ดีเลยละ ไม่ชินกล้อง และก็กดๆ ไป ก็มี กล้องนี้ถ่ายง่ายครับ

ผมใช้ burst ถ่าย ได้ทีเดียว ภาพธรรมดา ภาพขาวดำ และภาพสีจัด มาเลยหนึ่ง Shot ได้สามภาพจากตัวกล้องเลยครับ  ลองชมดูว่า ภาพเป็นยังไงบ้างครับ ภาพทุกภาพส่งตรงจากกล้อง ผ่านการลดความกว้าง และใส่ลายน้ำครับ ผมนำเสนอภาพ ปนๆ กันเลยนะครับ ขึ้เกียจอธิบายมากแล้ว ดูรูปเอาดีกว่า ว่าพอไหวไหม ฝีมือผม กับกล้อง FujiFilm X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T


ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T
ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T
ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T
ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T
ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T
ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T


ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T

ตัวอย่างภาพจาก FUJIFILM X100T
จุดที่ผมชอบของกล้องนี้
1. ดีไซน์ ย้อนยุค ตัวกล้องทำจากวัสดุชั้นดีให้ความรู้สึกมีราคา กล้องดูแข็งแรงทนทาน และกล้อง made in Japan
2.ปุ่มต่างๆ ใช้งานสะดวก เข้าใจง่าย ปุ่มอยู่ในที่ที่มันควรจะอยู่ ไม่ต้องอ่านคู่มือกันเยอะแยะ ก็เข้าใจการใช้งานได้หมด
3. จอมองภาพ optical สามารถสลับเป็น digital ในจอเล็กนั่นได้เลย  และ mode optical ก็มีกรอบให้เห็นว่าภาพที่จะถ่ายอยู่ตรงไหน  ส่วนในจอ mode digital สามารถดูจุดที่กำลัง focus อยู่ได้ด้วย ว่าจะได้ภาพชัดไหม และเป็นยังไง พอถ่ายภาพเสร็จ มองภาพในจอเล็กนี่ก็ยังได้  เชื่อผมเถอะ ถ้าใช้กล้องนี้ ต้องใช้ช่องส่องภาพ optical นี่เท่านั้น  เพราะดูจอใหญ่ มองก็จะไม่ค่อยชัดในกรณีที่แสงจ้า 
4. กล้องตัวนี้ มันทำให้การถ่ายภาพ สนุกขึ้นมากว่าเก่า เพราะมันเปิดเร็ว ถ่ายเร็ว focus ค่อนข้างแม่น กล้องถ่ายง่าย ถ่ายมั่วๆ ซั่วๆ ก็ยังได้ภาพ
5. หยิบออกมาถ่าย ไม่เอิกเริก แบบไม่รู้ตัวไม่สนใจ หรือถึงรู้ ก็ยังให้ถ่ายอยู่ดี ไม่เครียดเหมือนใช้กล้องใหญ่ถ่าย

จุดที่ผมไม่ค่อยชอบ
1. ราคาแพงไปไหมนิ ถึงจะดีขนาดนี้ ผมก็ว่าราคามันสูงนะ
2. จอดูภาพ จอใหญ่นี่ ยังไม่ touch screen นะครับ มันจะไม่สะดวกตอน play back นิดนึง

อย่างที่บอกไว้แต่ต้น บทความนี้เป็นบทความที่เขียนจากประสบการณ์ของคนที่เพิ่งลองมาใช้ FUJIFILM ครั้งแรก และก็ไม่ได้เป็นนักรีวิวกล้องที่มีความเชี่ยวชาญอะไรมาก เป็นแค่ผู้ใช้คนหนึ่งเท่านั้นครับ

ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านครับ